วานนี้ (12 ต.ค.) พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจโทรคมนาคม (กทค.) ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะของกสทช. ทำได้เพียงวางหลักเกณฑ์การประมูลใบอนุญาต 3จี และไม่สามารถบังคับให้คนไทยทั้ง 65 ล้านคนไม่มาฟ้องศาล และไม่สามารถบังคับให้เอกชนมาร่วมประมูลใบอนุญาต 3จีได้ และสิ่งที่ทำคือการทำตามหน้าที่ของกสทช.
“ผมรู้ตัวว่าเมื่อกสทช.เปิดประมูลใบอนุญาต 3จีไปแล้ว ผมต้องโดยฟ้องมาตรา 157 ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแน่นอน แต่ผมก็ต้องทำ ซึ่งผมทำตามหน้าที่ของกสทช.และประธานกทค.ที่ต้องทำให้เกิดการประมูล 3จี เพราะคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ ถ้าไม่ใช้ประโยชน์ปล่อยให้ลอยอยู่ในอากาศเฉยๆ ก็เสียโอกาสและประโยชน์คิดเป็นมูลค่าวันละ 210 ล้านบาท ส่วนประเด็นที่ดร.อนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านโทรคมนาคม กล่าวอ้างเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้กสทช.ระงับการประมูล 3จี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 16 ต.ค.55 กสทช.ชี้แจงต่อศาลได้ทุกประเด็นไปแล้ว” พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวต่อว่า การประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ ผู้ประมูลสามารถให้บริการเทคโนโลยี 4 จีได้ หากมองว่าเหมาะสมก็สามารถมาหารือกับกสทช.เพื่อขอใบอนุญาตได้ทันที เพราะประเทศญี่ปุ่นก็ให้บริการ 4จีบนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซมาร่วม 2 ปีแล้ว
“ผมมองว่าหลังประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซแล้วช่วง 1-2 ปีแรกเอกชนจะให้บริการเทคโนโลยี 3จีก่อน เนื่องจากเทคโนโลยี 4จียังไม่แพร่หลายและไทยยังไม่มีความพร้อม แต่หลังจากนั้นหากเอกชนอยากเปลี่ยนจากเทคโนโลยี 3จี เป็นทำเทคโนโลยี 4จี ก็มาคุยกับกสทช.ได้ ซึ่งต้องดูเรื่องความเหมาะสมอีกครั้ง” พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวว่า
